ท่านคิดว่าครูที่ได้ คศ.3ขึ้นไปในภาพรวม จะอุทิศตนในการปฏิบัติหน้าที่สมกับเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพียงใด?

วันเสาร์ที่ ๒๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๔

การศึกษา : หมาหางด้วน




หลายปีมาแล้วผมได้อ่านบทความเกี่ยวกับการศึกาของท่านพุทธทาศภิกขุท่านเขียนให้ข้อคิดว่า"ขึ้นต้นไม้ให้ขึ้นทางต้น อย่าขึ้นทางปลาย" ซึ่งมีผู้รู้บางท่านให้ความหมายว่าให้จับหลักคิด จับความคิด จะเกิดปัญญา ไม่ใช่แสวงหาแต่ เทคนิก วิธีการ ซึ่งเป็นความรู้และทักษะต่างๆ ชอบแต่ตั้งคำถามว่า "ทำอย่างไร" ไม่ชอบตั้งคำถามว่า "ทำไปทำไม" ถามว่า ทำไปทำไม ถ้าตอบได้จะรู้เป้าหมายของการกระทำ เป้าหมายของชีวิต เกิดปัญญา ถ้าถามเพียงว่า ทำอย่างไร ก็จะได้แต่ความรู้ วิธีการ ปราศจากหลักการ หลักคิด ซึ่งต้องมาก่อน เหมือนกับธรรมะว่าด้วยมรรคมีองค์แปด ซึ่งเริ่มด้วยสัมมาทิฐิ หรือคิดชอบ แล้วจึงไปสัมมาอาชีวะ หรือปฏิบัติชอบ "การศึกษาหมาหางด้วน" ท่านใช้เรียกการศึกษาที่ไม่ได้ทำให้คนหลุดพ้น แต่ตรงกันข้ามกลับสร้างกิเลส ทำตามๆ กัน แข่งขันกัน จนหมาหางด้วนกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา หมามีหางกลายเป็นเรื่องประหลาด ถึงได้แข่งขันกันให้ความรู้ สร้างความรู้ ไม่ได้สร้างปัญญา


เมื่อมีปราชญ์ผู้รู้ให้ความหมายแล้วก็แทบไม่ต้องบรรยายกันอีก...แต่เมื่อมองย้อนกลับจากอดีตถึงปัจจุบัน..ก็ยังงงๆ อยู่เลย...ครูบางท่านอาจไม่ทราบด้วยซ้ำว่าไทยเราปฏิรูปการศึกษาพร้อมประเทศอิสราเอลเมื่อปี 2542 (อ่านบทความของ ดร.แดนเรื่องดังกล่าวที่http://www.siamsewana.net/ocean/index.phpoption=com_content&task=view&id=523&Itemid=102)หลังจากนั้น 10 ปี ผ่านไป อิสารเอลเข้าที่เข้าทาง การศึกษาเดินหน้าไปอย่างมีคุณภาพ..ของเราผ่านมา 10 ปี ขึ้นปีที่ 11 เมื่อปีก่อนหน้านั้นรัฐบาลก็ประกาศ...ปฏิรูปการศึกษาอีกแล้ว...ครับท่าน...(พระเจ้ายอด...มันจอดมาก...ไม่สามารถอุทานเป็นคำที่ฮิตในโฆษณาสินค้าสมัยก่อนได้...)กลับกลายเป็นว่ารัฐบาลแต่ละยุคสมัย...ใช้เด็กนักเรียน-ครู-ผู้เกี่ยวข้องทางการศึกษาเป็นตัวประกัน...คนที่เป็นเจ้ากระทรวงบางท่านก็ทำตามความคิดของตนเองเป็นส่วนใหญ่...คิดว่าทำแบบนี้แล้วจะดี..ตัวอย่างเช่น...นักเรียนที่เข้าเรียน ม.1 ปีการศึกษา2552 ก็เป็นรุ่นสุดท้ายของหลักสูตรที่เรียน 1 ปี แล้วตัดสินผลการเรียน...โดยผู้มีอำนาจในกระทรวงศึกษา..บอกว่า..หลักสูตรนี้ดีแน่นอน....จะทำให้นักเรียน..เด็กไทย..มีความขยันหมั่นเพียร..มีความรับผิดชอบในการเรียนมากขึ้น...ท้ายสุดก็เป็นอย่างที่เห็น...แล้วปีการศึกษา 2553 ก็กลับมาเรียนเป็นแบบสอบตัดสินผลการเรียนในแต่ละภาคเรียนเหมือนสมัยก่อน...(หลักสูตร 33) ก่อนหน้านั้นก็บอกว่าหลักสูตรเก่า..ล้าหลังไม่ทันสมัย..สอนแต่ท่องจำ...ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว...มนุษย์ที่เกิดมาควรจะต้องจำให้ได้เสียก่อนแล้วค่อยปรับวิธีการจำเป็นความเข้าใจ..แล้วค่อยพัฒนาตามอายุสมองเป็น..รู้จักการวิเคราะห์..การสังเคราะห์...ขั้นสูงต่อๆ ไป....จำได้ว่าสมัยผมเรียนประถม...ครูจะให้สวดมนต์ตอนเย็นและท่องสูตรคูณแม่ 2 ถึงแม่12 บางวันก็ให้เขียนไทยบ้าง คัดไทยบ้าง..หรือไม่ก็เลขคณิตคิดในใจวันละ2-3 ข้อ และยังต้องทำเวร..สมกับเป็นการจองเวรจริงๆ..ใครไม่ทำเป็นถูกตี...ข้อดีคือทำให้เรามีวินัย..รู้จักหน้าที่ของตนเองมากขึ้น...แต่เด็กบางคนในปัจจุบัน..รู้จักแต่สิทธิของตนเองว่าจะได้อะไร..แต่ไม่รู้ว่าต้องทำอะไร..ทั้งๆที่ครูหลายท่านก้สอนอยู่เนืองนิจ....เราต้องทำเช่นนี้ก่อนกลับบ้านทุกวัน....อ้อ..ลืมไป..เด็กทุกคนในโรงเรียนต้องร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี...ทุกเย็น...จำได้แม่นเลย....ในห้องเรียนก็จะมีการจัดบอร์ดเหมือนทุกวันนี้แหละ...แต่อาจจะไม่สวยเท่า..เพราะเครื่องอำนวยความสะดวกยังไม่มีมาดเท่าปัจจุบัน...แต๋ ณ ปัจจุบันนี้กลับกลายเป็นว่า...เด็กนักเรียนพอเลิกเรียนแล้ว...รีบเข้าแถวรอหน้าโรงเรียนเพื่อออกจากโรงเรียน..เหมือนกับโรงเรียนเป็นคุกหรือเป็นสถานที่ดัดสันดานนักเรียนที่แย่ๆบางคนหรืออย่างไรก็ไม่ทราบได้...บางคนก็ถึงบ้านบางคนก็ถึงร้านเกมส์ บางคนก็ถึงแหล่งอบายมุข...อยู่ที่กรรมใคร กรรมท่าน...และเมื่อนักเรียนมีปัญหาขึ้นมา...ไอ้ปัญหาที่เกิดข้นในโรงเรียน...ผมว่าทุกโรงเรียนหนีไม่พ้นห่วงโซ่ 6 ปัญหานี้แน่..ได้แก่...หนีเรียน...การพนัน...ยาเสพติด...ชู้สาว...ทะเลาะวิวาท...ลักขโมย...หรือ่านอื่นคิดว่ามีอย่างอื่นอีก...ทั้ง 6 อย่างนี้ออันไหนเกิดก่อนก็ได้..แล้วมันจะลามไปหาตัวต่อไปโดยธรมชาติของมันเอง...เช่น...เรื่องชู้สาว..ก็ต้องเริ่มจากนัดหมายกันเสร็จแล้วก็หนีเรียน...เพื่อไปโอปั๊กกาเก้ายิ้งฉุบกัน ตามสถานที่ที่นัดหมายไว้....แลวก็พ่วงเรื่องของเหล้า-เบียร์...เพื่อbuild อารมณ์ก่อน....ถ้าตังค์ไม่พอก็ขโมย.....ก่อนมีกิจกรรมก็อาจจะตั้งวงพนันเล็กๆเพื่อสร้างความครึกครื้น..กระตุ้นเศรษฐกิจSMEกันก่อน...ถ้าส่วนแบ่งไม่ลงตัว...หรืออาจไปจิ๊กกิ๊กของคนอื่นมาเพื่อการดังกล่าวก็อาจแถมเรื่องหมัดมวยทะเลาะวิวาทอีกจนได้....มันเป็นวัฏจักรตลอดเวลา...ใครก็แก้ไม่ได้ครับท่าน....นับสิบปีก่อนหน้านั้น...มีรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาท่าหนึ่งประกาศว่าหักไม้เรียว...ห้ามครูตีนักเรียน...เพราะบอกว่าลูกของท่าน..ท่านไม่เคยตีเลยยังเป็นผู้เป็นคนได้ถึงทุกวันนี้...ประเทศไทยไชโยครับ...แล้วตอนนี้เป็นไง...พอนักเรียนหนีเรียนสร้างปัญหาครูแจ้งผู้ปกครอง...บางท่านให้ความร่วมมือดีมากขนาดบอกเลยว่า.."ผมอนุญาตให้ครูตีเลย ถ้าลูกผมทำผิดจริง"....อย่างนี้ก็โล่งใจ..ครูกับผู้ปกครองและลูกศิษย์ก็ไปโลดเลย...แต่บางท่านกลับบอกว่า"ไม่ต้องมายุ่งกับลูกของฉัน...ฉันไม่เคยตีมันเลย..."..เอาละซี...ครูดีๆเริ่มเครียด...ครูเช้าชามเย็นชามเริ่มดีใจ(ดีว่ะ..ไม่ต้องยุ่งกะลูกมัน...เป็นอะไรก็ช่าง...แล้วก็เกิดเหตุการณ์....ทอดทิ้งและละทิ้งเด็กในชั้นเรียนตามมา.....กรรมตกที่เด็กอีกแล้วครับท่าน....)ในส่วนตัวแล้วเคยคิดเปรียบเทียครูกับตำรวจมีบางส่วนที่ใกล้เคียงกัน เช่น...ตำรวจมีหน้าที่รักษากฎหมาย....ครูมีหน้าที่รักษาระเบียบวินัยของนักเรียน...ให้เป็นเด็กดีมีสัมมาคาระว(ปัจจุบันยิ่งหาได้ยากขึ้นๆ..ขนาดห้องคิงส์บางคนยังยืนค้ำหัวครู..เอามือท้าวโต๊ะที่ครูนั่งทำงาน..พูดคุยเหมือนเป็นเพื่อนเลย...จนมีครูดีๆบางท่านเปรยว่าเด็กบางคนรู้ทุกเรื่อง...ยกเว้น..รู้ภาษา...ตำรวจพกปืนก็เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยกรณีที่มีเหตุร้ายแรงและปกป้องประชาชนที่สุจริตจากเดนมนุษย์...ครูก็มีไม้เรียวไว้ปกป้องนักเรียนที่ดีจากนักเรียนที่เกเร..อันธพาล..ก้าวร้าว คอยรังแกข่มเหงเด็กดีๆอยู่ร่ำไป...มีทุกโรงเรียนครับเช่นเข้าห้องน้ำตบหัวรุ่นน้องหรือเพื่อนที่อ่อนแอกว่าเพื่อไถตังค์ซื้อเหล้า-บุหรี่-และเอาไปเล่นการพนัน...โรงเรียนไหนไม่มีช่วยบอกทีครับ...จะพาครูไปศึกษาดูงาน....และนอกจากนั้นยังสามารถกำหราบนักเรียนหัวอ่อนที่ถูกชักจูงไปในทางที่ผิดให้รู้ว่าที่ถูกตี....นั้นเพราะเป็นไปทำสิ่งที่ไม่ดีไม่ควรทำอีกต่อไป...และที่เห็นตำรวจบางคนในข่าวเอาปืนไล่ยิงชาวบ้านก็เหมือนกับครูบางคนที่เอาไม้เรียวตีนักเรียนอย่างไร้เหตุผล...จนเกิดเป็นข่าวใหญ่โต...จริงๆแล้วเหตุดังกล่าวเป็นเรื่องของบุคคล..มากกว่า...เคยคิดเหมือนกันว่าถ้าตำรวจที่ก่อเหตุเพียงไม่กี่คนแล้วรัฐบาลยกเลิกการพกปืนของตำรวจ...คงมีโจรเต็มบ้านเต็มเมือง...ตอนนี้ก็พิสูจน์แล้วว่านักเรียน ดื้อ..เกเร...ก้าวร้าว..หน้ามึน...บอก สอนอะไรไม่เคยสนใจ...มีมากขึ้นอย่างที่ผู้ปกครองทุกคนปฏิเสธไม่ออก...ข้อสำคัญ...ถ้าครูจะใช้ไม้เรียวตีเด็กนักเรียน...อย่าตีบนความสะใจ..พยาบาท...จองเวรกับเด็ก...ถ้าทำเช่นนี้..จะกลายเป็นสร้างความแตกแยกระหว่างครูกับศิษย์และผู้ปกครองมากขึ้น.....ข้อสำคัญ..ครูบางคนมีสภาพจิตที่บกพร่องอยู่แล้ว..ยิ่งต้องระวังให้มาก...ผมเคยเห็นครูบางคนชกหน้าเด็ก...จนล้มคว่ำในชั้นเรียน...ด้วยเหตุง่ายๆ...คือนักเรียนด่ากันในแถวเรื่องจัดแถวไม่ตรงแล้วดันซวยครูเดินผ่านมาคิดว่านักเรียนด่า..สอยเลย...กลายเป็นเรื่องต้องสืบสวนกันยกใหญ่...พอดีอยู่ในเหตุการณ์เลยซวยต้องไปให้ปากคำ...นั่นก็พี่...นี่ก็ศิษย์...ความจริงเป็นสิ่งเจ็บปวดแต่สามารถแก้ปัญหาได้ทุกเรื่องจริงๆ.....ผล...รุ่นพี่โดนแป๊ก 5% รวม 3 เดือน...

นักเรียนขอขมาครู....เราโดนรุ่นพี่โกรธว่าไม่ช่วย....ผู้ปกครองนักเรียนขอบคุณที่ให้ความเป็นธรรม....กรรมของตูจริงๆ..อ่ะ....


ก่อนจบบทความ..อยากบอกว่า....ลูกดีเพราะมีพ่อ แม่ ผู้ปกครองดี....ครูดี...เพราะครูมีจิตวิญญาณที่เป็นมนุษย์ที่ดีก่อนมาเป็นครู....เป็นกรรมที่ติดตัวมา..บ้านใดสร้างกรรมดีไว้มากก็รับอานิสงค์ที่ลูกเรียนเก่งมีสติปัญญาด เฉลียวฉลาด....มีความประพฤติเรียบร้อย...ไม่เกี่ยวกับฐานะแต่อย่างใดทั้งสิ้น...นี่คือเรื่องจริง....ครอบครัวไหนไม่เคยให้....เช่นไม่เคยทำบุญตักบาตร...ไม่เคยปล่อยนกปล่อยปลา...ไม่เคยช่วยสัตว์ที่ตกระกำลำบาก...ให้เศษอาหารแก่สุนัขและแมวจรจัด...ลูกๆนอนตื่นสายไม่เคยเข้าวัดบ้างเลย...พูดจากับลูกก็มีแคว่า...ไอ้...อี...กู...มึง...แล้วก็คำด่าสาพัดที่จะนึกได้....(ไม่เคยชื่นชมยินดีลูกเวลาทำอะไรสำเร็จแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย...เช่น.."วันนี้ลูกเก่งมากล้ยที่ซักรองเท้าผ้าใบเองได้แล้ว"...หรือชมว่า"ยอดมากที่วันนี้การบ้านถูกหมดทุกข้อ"...แค่นี้ลูกก็เป็นคนดีได้แล้ว...) เข้าวัดก็ไปเอาของกินกลับมาบ้าน...ไม่เคยทำทานแก่คนยากไร้...ไม่เคยเข้าคิวในการซื้อหรือจ่ายเงิน....ทำผิกกฎหมายให้ลูกเห็นจนชินชา....ว่าข้าแน่นะเฟ้ย...ไม่เคยเสียสละทรัพย์เล็กๆน้อยๆ...คิดแต่จะได้....มีโลภ..โกรธ...หลง..อยู่ในก้นบึ้งของจิตใจ...อกุศลกรรมนั้นก็จะติดกับตัวแล้วแผ่มาถึงลูกในท้องที่ลืมตาดูโลกพร้อมจิตใจที่เหี้ยมโหด...และอคติต่อสิ่งรอบตัว...แล้วสะเก็ดกรรมนั้นก็จะระเบิดมาถูกผู้ปกครองเมื่อลูกหลานของตัวเองเติบโตขึ้นมาในที่สุด....


แปลง่ายๆว่า..ท่านให้พบก่อนเห็นก่น...รู้ก่อนก็หลุดพ้นก่อน...แค่นั้นเอง...
อามิตตาพุทธ...

ไม่มีความคิดเห็น: