ท่านคิดว่าครูที่ได้ คศ.3ขึ้นไปในภาพรวม จะอุทิศตนในการปฏิบัติหน้าที่สมกับเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพียงใด?

วันจันทร์ที่ ๒๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

ดูงานอิสานเอ็กเซเลนจ์(มั้ง?ชื่อเรียกยากจังเนอะ..)


เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (20 ธ.ค.51)ไปดูงานที่ มทส โคราช จัดโดย สพฐ. แล้วเจ้าภาพเป็น สพท.นม1-7 เห็นแล้วดีใจ+เศร้าใจอยากร้องไห้เป้นภาษาเผ่าวูตาลา (ม่ายรู้ว่าจะออกมาแ บบไหนไง) คนแน่นมาก รถติดมาก ไปดูดันลืมกล้อง สมน้ำหน้า...อิ ๆ ๆ  บางบูธ ที่มาแสดงจัดได้ดีมากขอชมจากใจจริงและที่น่าห็นใจก็น่าจะเป็นครูและนักเรียนที่มาจากต่างจังหวัดไกล ๆ เช่น มุกดาหาร อุบลฯ เลย หองคายฯ เนื่องจากทางผู็จัดเปลี่ยนเวลาแข่งขันในวันที่เขาเดินทางมาแล้ว (18 ธ.ค.51) แต่ดันแจ้งทางเน็ต แล้วใครจาไปรู้ล่ะว่าเปลี่ยนตารางแข่ง...กำ ๆ ๆ  แถมบางทักษะยังแข่งทั้งสองวัน บางทักษะแข่งไม่ทันให้แข่งตามหลัง....บางโรงเรียนน่าห็นใจมาก มาเช่าที่พักเพราะโรงเรียนที่จะขออยู่เต็ม ยังแข่งไม่เสร็จตามกำหนดต้องอยู่ต่ออีก 1 วัน ก็ต้องจ่ายค่าที่พักเพิ่มและจ่ายค่าเหมารถตู้เพิ่มอีก กำ ๆๆๆอีกแร้ว... ถามกรรมการก็ไม่ได้ความชัดเจน..เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงที่สับสน....ท้ายสุดนี้ก็ขอส่งใจให้ทุกท่านดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ..และขอโทษแทนเจ้าภาพด้วย..อีกอันที่พบ คือ การประกวดสื่อนวัตกรรมของครู...เห็นมีสื่อด้าน IT น้อยมากเลยส่วนที่เห็นเป็นสื่อก็เป็น CAI แทบทั้งนั้น แล้วก็เป็นแบบบ้าน ๆ (มิได้ดูแลนคุณครูท่านใด แต่ใจอยากเห็นกึ๋นที่มีมากกว่านี้ให้สมกับส่วนใหญ่ได้จาน3 / จาน 4 เ.ต็มบ้านเต็มเมือง มาประกวดกัน...แต่ทามม้ายทามมาย..นักเรียนไทยจึงยังตามก้นนักเรียนเพื่อนบ้านไม่เลิกซักกะที...น่าคิดนะครับ ท่าน รมต.จุลินทร์....ทราบแล้วเปลี่ยน....ยังไงๆ ในนามของคนโคราชก็ขอโทษแทน สพท. นม.1-7 อีกทีนะครับ...ถ้าถามใจจริงน่ะ....ถ้าพ้มเป็นคนจัดงานนี้น่ะ...พิจารณาตนเองแล้ว...ไม่อยู่ให้อายฟ้าดินหรอกครับ...แล้ววันหน้าจาเขียนเรื่อที่เกี่ยวกับการศึกษาไทยในรอบรั้วโรงเรียนเรื่องต่าง ๆ ที่อิงพื้นฐานความคิดแบบบ้าน ๆ ใครก็รู้แต่อาจมีบางเรื่องที่ท่านม่ายรู้มาเล่าสู่กันฟังครับ...บาย!!! *-*"

วันอังคารที่ ๑๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

อัตโนโลยี+ความก้าวล้ำทาง IT...ที่..สารขัณฑ์(อีกแล้ว..)






วันนี้เป็นวันที่ 2 ที่ยังนั่งจมปลักกับการลงคะแนน ปพ.5 ต โดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ ที่มนุษย์คิดขึ้นมาใช้งาน....เราซื้อมาเครื่องละ 10,000 ขึ้นแต่เรากลับใช้เทคโนโลยีนี้น่าจะคนละไม่เกิน 100 บาทด้วยซ้ำ....เวาลเราตั้งงบฯซื้อ ก้อต้องSpec อย่างโน้น จาเอาอย่างนี้...พอได้มาแล้ว...ใช้ม่ายคุมค่า...พอเครื่องเสียก้อโทษคุณโทษท่าน...ว่ามาทำเครื่องพัง...ท้ายสุดโทษไวรัส สบายใจดีออก...เพราะเจ้าตัววนี้พูดม่ายด้าย.....ตัวเองเอาไปเปิดเว็บร้อยแปดพันเก้า...ทั้งโหลดทั้งเซฟ.....เก๊ง...เก่ง...แต่พอให้มาทามงานกรอกข้อมูล...ลกายเป็นว่าทามม่ายเปง ๆ ๆ ...กำ...อีกแร้ว...(สงสัว่ายเวลาใครมาอ่านเป็นต้องโดนด่าเช็ดแน่เลยเพราะไปทำภาษาวิบัติหมด...เฮ้อ...คิดนอกกรอบหน่อย...เขียนนอกกรอบนิด..ก้ไม่ได้...อ้าว..ให้ 2 กำเลยอ่ะเด๊ะ...เครื่องคอมก้อเหมือนหนังบางประเภทเลย...พอคนใช้มาก ๆ ก้อแฮงค์...ไปเฉย ๆ ต้องรีสตาร์ทเครื่องแม่(เรียกซะโก้ว่าServer)ใหม่อีกหน...สงสารพวกพี่ ๆ ที่กรอกคะแนน ม.6 อ่ะดี๊...กรอกกันคนละ 3 - 4 รอบ ก้อมีปัญหาเครื่องแฮงค์..หรือม่ายก้อเซฟข้อมูล บ่ ได้....กำข้าน้อยจิงๆ ๆ ..คนกรอกต้องมีความอดทนสูงถึงสูงมาก เพราะมนุษย์ไม่ชอบทำอารายซ้ำ ๆ ในสถานการณ์ที่บีบคั้น...บางคนเห็นแล้ว สงสารจัง ข้าวก้อยังม่ายกิน กะว่าจาให้เสร็จก่อนแล้วไปกินกลายเป็นว่างานม่ายเสร็จแถมอดกินข้าวอีกต่างหาก.....ดีน้า ที่เหตุการณ์เชีนนี้ไม่ไปเกิดที่ประเทศไทย...แรงเรียนของท่าน...ม่ายงั้น...รับรองได้ว่าเกิดการกบฎน้อย ๆ เลยก้อว่าได้...เออ..ว่าแต่ว่า...ทางประเทศไทยมีวิธีการแก้ปัญหาการกรอกคะแนนเดะ ๆ แบบนี้อย่างไงมั่งวานบอกพ้มด้วยละกัน...คิดว่าเอาบุญเนอะ..บาย....









วันจันทร์ที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

ให้ตายเถอะโรบิน!!...เด็กไทยอ่านหนังสือ 2 เล่ม/ปี !!


นั่งทำสมุด ปพ.5 ต ฟังเสียงรายการสถานีประชาชน...ช่องไทยPBS จั่วหัวก่อนเข้าข่าวว่า เด็กไทยอ่านนหังสือเฉลี่ยคนละ 2 เล่ม / ปี เด็กสิงคโปร์และเด็กเวียตนามอ่านหนังสือเฉลี่ย 40 - 60 เล่ม / ปี....เห็นแล้วไม่แปลกใจเลย...รู้และทำใจ(แต่ไม่ซื้อยาทัมใจมาพกติดเป๋า..)ว่าเด็กไทยหลงวัตถุโดยผู้หลักบักใหญ่ในบ้านเมืองบางคนเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนและครอบครัว...มอมเมาโดยใช้การหลอกล่อเรื่องวัตถุนิยม(เด็กบางคนล่ะชอบนัก เรื่อง "กิน-เต้น/เล่น/เที่ยว" วางแผนล่วงหน้าเป็นเดือน..แต่เวลาทำข้อสอบ...โทษที หาคำตอบรอบตัวเลย...ว้า..เศร้าจังเยย!!) ทำให้เด็กไม่สามารถวิเคราะห์ แยกแยะผิด-ถูก ได้....นับประสาอะไร ผู้ใหญ่บางคนยังแยกแยะดี-ชั่ว ม่ายร่ายเลยเนอะ ๆ ....ตอนสมัยเป็นเด็ก...ครูของกระพ้มเคยเล่าให้ฟังว่า...เวียตนามไม่มีทางแพ้สงคราม(เวียตนาม)โดยเด็ดขาด(ท่านพูดตั้งแต่เริ่มสงครามใหม่ ๆ ) เราก้ออดสงสัยไม่ได้ว่า เวียตนามจะชนะได้ยังไง??แพ้ชัวร์ เพราะฝรั่งอเมริกา มีเทคโนโลยีทันสมัย มีกล้องอินฟาเรดติดตามต้นไม้ ตามมุมตึก ตามถนน เหมือนหนังสมัยใหม่เลยหละ... มีกล้องติดปืนเล็กยาว มีเครื่องพ่นไฟ มีระเบิดนาปาล์ม มีฝูงบินทั้งระเบิด B -52 / C-130 และอีกมากมาย มีการทิ้งระเบิดทั้งวันทั้งคืน...(จะไม่แพ้ได้ยังไงหว่า???) ครูพ้มบอกว่า เวียตนามรบด้วยจิตวิญญาณ รบเพื่อมาตุภูมิ..รบเพื่อแผ่นดินเกิด.....(ดร.เหงียน เวียน ฮัน จากสถาบันการเมือง มหาวิทยาลัยโฮจิมินห์บอกว่า คนเวียตนามทุกคนต่างขันอาสาที่จะเข้าสู่สงครามเพื่อปกป้องแผ่นดินถิ่นเกิด มีผู้คนจำนวนมากกรีดเลือดประท้วง เพียงเพราะไม่ได้รับคัดเลือกไปเป็นทหารรบกับศัตรูผู้รุกราน..สุดยอด ๆ ลองเข้าไปอ่านที่นี่งับ...http://www.codi.or.th/index.php?option=com_content&task=view&id=1172&Itemid=2 )คนเวียตนามดิ้นรนต่อสู่เพื่อให้หลุดพ้นจากการเป็นเมืองขึ้นฝรั่ง เพราะเค้าเจ็บปวดจากการเป็นเมืองขึ้นฝรั่งเศสมาแร้ว...มีลุงโฮจิมนห์เป็นผู้นำแล้วก็ชนะด้วยหละ....เค้าเรียก"สงครามเดียน เบียน ฟู" ส่วนอเมริกา...รบเพื่อผลประโยชน์ ดังนั้น ความมุ่งมั่นทุ่มเท...จึงต่างกัน....ท้ายสุด ก็เป็นจริงดังที่ครูของพ้มเล่าให้ฟัง อเมริกาแพ้ทั้งในมุ้ง(การเมืองภายใน เรื่องการถลุงงบประมาณแผ่นดินและการส่งลูกหลานวัยรุ่นมาตายนอกแผ่นดิน)และนอกมุ้ง คือพวกเวียตนามที่รบ(เวียตกง)ใช้วิธีรบจรยุทธ รบนอกรูปแบบ อเมริกาก้อไม่เคยเจอ...แบบว่าค่อนข้างงงอ่ะ.??? แล้วท่านยังบอกอีกว่า เวียตนามจะสอนรุ่นลูกรุ่นหลานให้รู้จักรักแผ่นดิน...ท่านบอกว่า ดร.ซุนยัดเซ็น รักการศึกษา เพราะกาศึกษาจะทำให้ประเทศชาติเจริญก้าวกน้าทันโลกได้ไง....(เข้ากับเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเลยเนอะ...)เวียตนามส่งเสริมเทคโนโลยีมากไม่น้อยกว่าการศึกษาเลย ถ้าครับ ท่านนี่ไง..คอมพ์ราคาถูกสำหรับนักเรียน ราคาไม่ถึงหมื่น...อิๆ ๆ ๆ (อยากรู้ว่าการศึกษาไทยจะดีกว่าเวียตนามมั้ยก็ไปดูตรงนี้เลยครับ...http://www.guideubon.com/web/viewtopic.php?p=72817&sid=f9464bf42e27702d5ebf50c2b39dd553


(อ้ายที่มาพูดเรื่องการศึกษาน่ะม่ายได้ว่าพ้มบ้าเวียตนามนะครับ...แต่อยากเห็นไทพัฒนาเรื่องการศึกษาแบบก้าวกระโดยอย่างเวียตนามมั่งอ่ะ...อารายเค้าดีก้อรับมาเถอะครับ.เป็นประโยชน์ทั้งนั้นแหละน้า...เชื่อผมเท้อะ...)
ศ.นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ได้ร่วมปาฐกถาหัวข้อ “ปฏิรูปการศึกษาเพื่อพัฒนาประเทศไทย” เรื่องกาศึกษาไทยไม่ทันเวียตนาม ไม่เชื่อเข้าไปดูที่นี่http://webboard.thaispeed.net/sakon2/view.php?No=252 อ่านแล้วปลง ต้องทำใจแล้วมาหันหน้าหากรรมวิธีพัฒนาการเรียนการสอนให้มากขึ้น โดยวัดจากฐานของตนเองนี่แหละครับ...ว่านร.มีผลสัมฤทธิ์สนองวิสัยนทัศน์มากน้อยแค่ไหนเนอะ ๆ ๆ ท้ายสุด หากอยากรู้ว่าเวียตนามจัดการศึกษาโรงเรียนวิทยาศาสตร์ยังไง เด็กถึงเก่งขั้นเทพ (เค้าบอกว่า เด็กเวียตนามชอบวิชาคณิตศาสตร์เกิน ร้อยละ 60 โน่นแน่ะ..(ถึงว่า ทามมายจีนถึงม่ายค่อยชอบน้องน้อยคนนี้ในเวทีตลาดโลกเรื่องค้าขายเท่าไรเลยเนอะ..) มามะเข้าไปดูที่เว็บนี้อีกก็ได้ จาได้มีกำลังใจพัฒนาการศึกษาชาติไง...http://www.mwit.ac.th/school/doc-article/vietnam.pdfเด๋วจะเร่งมือทำสมุด ปพ.5 ต. เสร็จ จะเขียนเรื่อง "ครูแคว้นสารขัณฑ์ ได้จาน 3 ทามอารายมั่ง(หว่า..)???ให้อ่านกันครับ...รับรองว่าไม่ใช่ประเทศไทย เพราะประเทศไทยเรียกว่า "ครูชำนาญการพิเศษ" อุ ๆ ๆ ๆ *:*"(ภาพประกอบจากww.bayore.com/dangyore/picture/0029_8.jpg)

วันเสาร์ที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

สอบ โอเน็ท ให้อะไรมากกว่าที่ครูคิด?????




วันนี้ไปคุมสอบO-NET มีหลายสิ่งที่ได้พบได้เห็นทามให้เห็นสัจจธรรมอีกหลายอย่าง..เอาเป็นว่าจะมาสะท้อนบางมุมของระบบการศึกษาที่เห็นมาก้อแร้วกัน.....ก้อคิดว่าเป็นข้อสังเกตบางประการก้แร้วกัน...อุๆ ๆ ๆ

ข้อที่ 1. เห็นสัจจธรรมเรื่องการศึกษาว่า "การศึกษาชาติไม่มีทางที่จะเท่าเทียมกันโดยเด็ดขาด" เหตุผลง่าย ๆ คือ...เด็กที่อยู่ในโรงเรียนประจำจังหวัดขนาดใหญ่พิเศษและเด็กโรงเรียนเอกชนประจำจังหวัด...ดูภาพรวมแร้ว หน้าตาแต่ละคนฟ้องว่ามีภูมิ+องค์ความรู้มากกว่าเด็กที่มาจากต่างอำเภอ(เทียบร้อยละร้อยนะครับ..อย่าคิดมาก)อย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเตรียมตัวสอบในวิชาต่อไป หรือการออกมาคุยกันเรื่องการทำข้อสอบในวิชาที่ผ่านมาแร้ว...เด็กในเมืองมีความมั่นใจมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด ยอ่งตอนพักกินข้าว ไปลองถาม ๆ เด็กที่มาสอบแบบสุ่มไม่เลือกว่าเป็นเด็กจากที่ใด พบว่า เมื่อถามเสร็จ...เด็กเค้าบอกเองเลยว่า ถ้ามีโอกาสก้ออยากเข้ามาเรียนในตัวจังหวัด..ก้อเลยถามต่อว่าทำไมถึงคิดเช่นนั้น...เค้าบอกว่า แค่ไปยืนดูบอร์ดที่ติดประกาศเรื่องการสอบเอ็นทรานซ์...ที่โรงเรียนเป็นสนามสอบติดรูปผู้สอบผ่านเข้าเรียนได้เป็นร้อย...แค่เห็นเค้าก้อิจฉฉาแร้ว เพราะบางคนที่มาสอบยังไม่มีที่เรียนเลย...กำ..จริง ๆ

ข้อที่ 2. อันนี้ใกล้เคียงกัน คือเรืองของการไม่เคารพกติกา...ทางสนามสอบบอกว่าขอความร่วมมือให้ถอดรองเท้าขึ้นตึกเพราะเป็นนโยบายโรงเรียน ปรากฏว่ามีทั้งโรงเรียนราษฎร์ โรงเรียนหลวง (บางคน) ทั้งในจังหวัดและต่างอำเภอ...จะขึ้นตึกทีหลังเพื่อนแล้วก้อรีบวิ่งขึ้นตึกโดยไม่ถอดรองเท้า(อันนี้เป็นนิสัยส่วนตัว..แก้ยากครับ) แร้วก้อสอบเสร็จต้องแอบไปสูบบุหรี่ที่ห้องน้ำ ไม่แตกต่าง แทบทุกโรงเรียนเป็นเหมือนกัน แถมใช้ห้องน้ำของคณะครูอีกด้วย...นี่ก้อ กำ...อีกเช่นกัน

ข้อที่ 3. การทำความเคารพครูขณะแจกข้อสอบ...โดยทั่วไปที่เห็นเป็นประจำแบบม่ายต้องบอกก้อคือ...เวลาเราแจกข้อสอบ นักเรีนยทั้งรัฐและเอกชน แม้แต่ กศน. เค้าจะยกมือไหว้...น่ารักกี..เมื่อวานคุมห้อง xxxx2 ปรากฏว่า มีผู้เข้าสอบ 27 คน ยกมือไหว้ ทั้งวัน (3 วิชา) เฉลี่ยคนเดิม ที่ทำ ประมาณ 8-9 คน ตีเป็น 10 ก้อแล้วกัน คิดเป็นร้อยละ 37.03 พวกที่เหลือสงสัยสอบตกวิชาคุณธรรมจริยธรรมแหงมเลย..ดังนั้นอย่าไปคาดหวังว่านักเรียนจะเป็นผู้มีคุณธรรมจริยธรรมที่ดีขึ้น...กำ..อีกแร้วครับท่าน แต่วันนี้คุมสอบห้อง xxxx3 มี 25 คน ไมไหว้ขณะแจกข้อสอบ 2 คน เป็นต่างอำเภอ 1 คน ในเมือง 1 คน (อ้ายในเมืองเนี่ยเจ็บจิง ๆ เพราะมันดันเป็นเด็กโรงเรียของข้าน้อยเอง...เฮ่อ ๆ ๆ ตอนสอบFinal แกก้อมาเข้าสอบม่ายทันแบบนี้แหละ)มาช้าเข้าห้องม่ายทันแถมม่ายถอดรองเท้าไม่ปิดโทรศัพท์ด้วย...น่าจับทั้งคู๋ไปผูกเสี่ยวจริง ๆ เล้ย...คิดเป็นร้อยละ 92 ก้อดีครับแต่ก้อ...กำ..ครือเดิม

ข้อที่ 4. สทศ.น่าจะกลับไปทบทวนเวลาสอบใหม่นะครับ ขอย้ำ... เหตุผลง่าย ๆ คือ เด็กบางคนมารถไฟ..อย่ามาบอกนะครับว่า ก้อให้มันมารถยนต์ดี้..ถ้าพูดหยั่งงี้...โกรธแทนนักเรียนเลยครับ...เพราะว่า บ้านนักเรียนน่ะ บางคนต้องรถไฟเท่านั้น....อย่าถามอย่างอื่น เพราะถามมาแร้ว..รถในหมู่บ้านออกที่ก้อ 30 นาที อัพ...มารถไฟ ชัวร์กว่าเยอะ...ลงที่สถานีหน้าสนามสอบเดินข้ามถนนมาปุ๊บถึงปั๊บเลย ไม่ต้องต่อรถถโดยสารไง...แต่ปัญหาคือ ถ้ามาไม่ถันตกรถเลยครับบท่าน..อันนี้ไม่เท่าไหร่..อ้ายที่เจ็บว่านัน้ครือว่า...วันนี้วิชาสุดท้าย 3 ชั่วโมง สอบ ศิลปะ+สุข/พละ+การงานฯ เริ่ม 14.30 น. เสร็จ 17.30 น. ให้ออกจากห้อง 17.00 น. มันไม่ทันรถไฟ เข้าใจมั้ย...เด็กบางคนไม่ทันรถไฟ...ทราบแร้วเปลี่ยน...ที่สำคัญ..แทบทุกห้องเสร็จก่อนตั้งแต่ยังไม่16.30 น.เลยด้วยซ้ำ เวลาที่เหลือ นอนหลับรอเวลา...ออกจากห้องไงเพ่....อันนี้เป็นทุกคนที่มาสอบเกิน 90 % เลยหละ....
ข้อที่ 5. นักบวชที่มาสอบ(ม่ายบอกว่าลัทธิใด) บางรูป เน้นนะครับ....บางรูป..ไม่สำรวมเท่าที่ควร....เราไปสอบในโรงเรียนศาสนาอื่น แล้วนักบวชศาสนาเราไม่สำรวมนี่มันค่อนข้างจะไม่ค่อยดูดีนะครับ....ฝากผู้เกี่ยวข้องด้วยละกัน...

ข้อที่ 6. อันนี้คิดเองครับ..หาก สทศ.มีแนวนโยบายที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ที่สามารถเอื้อประโยชน์ให้กับนักเรียนต่างอำเภอ ที่ไม่ต้องเดินทางเข้ามาในเมืองก้อจะเป็นพระคุณต่อตัวเด็กนะครับ...เช่น โรงเรียนต่างอำเภอก้อให้จัดสนามสอบที่โรงเรียนศูนย์กลางในเขตพื้นที่ตัวเอง....การศึกษาคือการลงทุนครับ...รัฐจะหาเสียงอยู่แร้ว..อย่าเสียดายเรยครับ....ให้สิ่งดี ๆ กะเด็กที่จะเป็นอนาคตของชาติเหอะคบรับ....เค้าจะได้ไม่ต้องเหมารถมาสอบห่างบ้านตนเอง....

ข้อที่ 7. การแต่งกายของครูคุมสอบ..อันนี้ไม่ได้ว่าใครนะครับ..แต่บางท่านใส่แตะส้นเตี้ย...บางท่านใส่เสื้อยืดที-เชิร์ต กับกางเกงสีดำคล้ายยินส์อ่อน...พ้มว่ามันไม่ค่อยเหมาะครับ....ที่สำคัญยังมีกรรมการบางท่านเปิดโทรศัพท์ส่งเสียงดังรบกวนสมาธิเด็กอีก...เวงกำ..จิง ๆ งับ..อ(ทั้งๆ ที่เจ้าหน้าที่สนามก็กำชับในวันประชุมแร้วครับ...กำ ๆ ๆ ประเทศ?????งับ)

ปล.ก่อนจบ นึกได้ว่า นักเรียนที่เข้าสอบห้องที่กระพ้มคุมอยู่อ่ะ...มีโทรศัพท์มือถือแบบถ่ายรูปได้ทั้งนั้นเลย..ย้ำครับ..ถายรูปได้...แล้วมันเกี่ยวไรกับการสอบล่ะ???ถ้าใครจะถาม พ้มก้อตอบว่า...ไม่เกี่ยวโดยตรงแต่มันบอกว่า..นักเรียนทั้งในเมืองและต่างอำเภอล้วนติดอยู่ในวังวนวัตถุนิยมไงครับ....ฐานะทางบ้านไม่ดีก้อต้องมีไว้ก่อนกันอายเพื่อน...แล้วที่มาเอาเข้าห้องสอบ7 ใน 10 ก้อว่าได้เลยครับ....****ดังนั้น...จงอย่าหวังว่าการศึกษาชาติ????(ไหนม่ายรู้)จะสามารถปรับปรุงแก้ไขพฤติกรรมของผู้เรียนเพื่อส่งให้เป็นนักเรียนที่มีทักษะชีวิต***สามารถเป็นพลเมืองดีและดำรงตนอยู่ในสังคมได้อย่างมีคุณธรรมและคุณภาพได้....ในอนาคตอันใกล้นี...ปัญหานี้พ้มว่าเป็นระเบิดนิวเคลียร์ลูกเบ้อเร่อ...รอให้ผู้มีอำนาจในกระทรวง????ของชาติ??????มาแก้ไขอ่ะครับ....

เด๋ววันไหนว่าง ๆ จะเขียนเรื่อง "ได้จาน 3 แร้ว ..ทามรายกันมั่ง????"(อันนี้เป็นเรื่องของสารขัณฑ์ประเทศนะครับ..ม่ายใช่เรื่องจริงในบ้านเมืองนี้...อย่าเครยีด ๆ ๆ )

วันจันทร์ที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑

ปายอบรมทำ e-learning ที่ มทส. เลยมาเล่าให้อ่านกันหน่อยนึง






เมื่อวันที่ 13 - 16 ก.พ.51 หนีปายอบรม เฮ่ย บ่ ได้หนี ขออนุญาตท่าน ผอ.ปายอบรมเรื่องการทำ e-learning ด้วยโปรแกรม e-เรือจ้าง ของ อ.สถิตย์โชค อยู่ที่ มทส. ตอนแรกคิดว่าน่าจะซัก 50 ที่ไหนได้ หน้าละอ่อนมาก ๆ เลย สอนแบบ เบิร์ด ๆ ใครม่ายทันก้อยกมือ เห็นยกกันเป็นฝักถั่วเลย อบรมกันตั้ง 36 คนอ่ะ..ถามไถ่บางท่านได้ความว่าจะนำมาปรับปรุงเพื่อจัดการเรียนการสอนให้ทันสมัย และบางท่านก็เอามทำผลงานส่ง คศ.3 ด้วยหล่ะ...เออ...แล้วครูของรั้ว เทา-ฟ้า ทั้งอาจารย์ 2 - อาจารย์ 3 /ครู คศ.3 ม่ายสนใจมั่งเหรอ เหอๆ ๆ ๆ อายเค้านา....เอ้อลืมบอกไป...ถ้าม่ายได้มาเผยแพร่ความรูอย่างทันทีทันใดก็กรุณาอย่าว่ากันนะครับ เพราะจ่ายตังค์ค่าอบรมเอง 1,200 ง่ะ....ก็ดีนะ...อยู่ครบทุกวัน ได้ความรู้เพียบ แบบว่าเสียดายตังค์น่ะ...บางโรงเรียนก็ออกตังค์ 50:50 วัดครึ่งกรรมการครึ่ง ก็เป็นธรรมดีออก....ถ้าถามว่าได้อารายมามั่ง ..ได้ความอดทนในการนั่งทำworkshop แล้วก็ได้ความรู้ที่ไม่เคยรู้กลับมางาย และได้เห็นพฤติกรรมมนุษย์ที่หลากหลายอีกต่างหาก....อาจารย์เค้าสอนการทำ Moodle ด้วย ทามปายทามมากลายเป็น มั่วเดิ้ง ... เวลามีน้อย...มันมั่วจริง ๆ คับ...ต้องมานั่งฝึกอีกซักระยะก็คงจะเวิร์คน่ะ...เป็นอันว่าจะให้ความรูเรื่องe-เรือจ้างแก่ครู เทา-ฟ้า ก่อนละกัน ใครเก่งแล้วจึงกระโดดไป Moodle แล้วก็ LearSquare ของเนคเทคเป็นลำดับต่อไป...กั๊บป๋ม...ง่วงแร้ว...ปายนอนก่อนหละเด้อ ๆ นางเด่อ..กึ๋ยๆ ๆ ๆ ๆ ...

วันพุธที่ ๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑

คิดได้แต่ไม่อยากเขียน????[*-*]"


สามเดือนกว่า ๆ ที่ม่ายได้เขียนบล็อก ม่ายมีเหตุผลแต่มานั่งนึก ๆ ดูก็ได้ความประมาณว่า มีหลายเรื่อมากที่อยากเขียนทั้งเรื่องการศึกษา การเมือง การคลัง การงานอาชีพฯ(เกี่ยวมั้ยเนี่ย)เอาเป็นว่านึกเรืองได้ทุกวันแต่ข้เกียจมานั่งคิดไปพิมพ์ไป เพราะเป็นคนขี้เกียจเขียนแล้วค่อยพิมพ์ มีความเชื่อว่า เสียเวลา2ต่อ (จริง ๆ แล้วขี้เกียจมากกว่า อิ ๆ ๆ) เอาเป็นว่าจั่วหัวเรื่องหรือโปรย ก่อนละกัน เรื่องที่อยากเขียนให้รู้แล้วส่วนจาอ่านหรือไม่แล้วแต่ท่าน ๆ ครับ...ที่คิดไว้แล้วมีเรื่อง "คอรัปชั่นทางความคิด วิกฤติศรัทธาการศึกษาชาติ...?" "การเลือกปฏิบัติ เป็นคุณสมบัติของผู้นำ...?" "ได้อาจารย์ 3 แล้วทำอารายมั่ง?..." แล้วก็ตอนนี้ที่คิดออกคือเรื่อง "ค่าของคนอยู่ที่คนของใคร...?" แค่คิดจะเขียน 4 เรื่องนี้ก็คาดว่าน่าจะทำให้ผู้เขียนหายเครียดแล้วมั้ง...แต่ละเรื่องหนัก ๆ ทั้งนั้น แต่อยู่บนพื้นฐานของความเบาบางในด้านความคิดทั้งสิ้น....งงมั้ยล่ะ...เอาเป็นว่า ว่างปุ๊ป..จาเขียนเองอ่านเองปั๊บเลย...
ก่อนจบมีเรื่องเล่าให้อ่านอีกติ๊ดนึงคือ...ได้มีโอกาสไปเป็นคณะกรรมการฝ่ายพิธีมอบเหรียญรางวัลกีฬาอาเซียนพาราเกมส์ครั้งที่ 4 ที่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี โคราช ได้เป็นความีน้ำใจของนักกีฬาที่เรียกได้ว่า "แม้ร่างกายพิการแต่จิตใจหาได้พิการไม่...ต่างจากคนที่ครบ32ทุกอย่างที่มีใจบอด..ใจพิการมากกว่าอีกครับ....บาย..