
จ้างก็เดาไม่ถูกว่าชื่ออะไร...ภาษาอะไร..???...จริง ๆ แล้ว เป็นเด็กหญิงตัวเล็กที่ใครเห็นก็คงต้องถามว่า..ใช่เร้อ??? จิงป่ะ??? ใช่มั้ยน้า????....เค้าเป็นเด็กหญิงตัวเล็กแต่ตัวโต...พอได้..(สมองครับ สมอง+วิธีคิดและการถาม...)เป็นเด็กในที่ปรึกษาของพ้มเองแหละ....ตอนเข้ามา ม.1 ...ตัวดำยังกะพวกอพยพเลย...555 เรื่องจริง ๆ พอได้พูดได้คุยด้วยจึงรู้ว่า..มัน บ่ แม่น ตามที่เราคิดซะแร้ว...ถามข้อมูลจากผู้ใกล้ชิด(เพื่อน ๆ น่ะแหละ)ได้ความว่า....ตอนเด็กโน่น ไปอยู่เยอรมันโน่น..หลายคนเลยเรียกว่าเด็กเยอรมัน....แรก ๆ ยังไม่เห็นแววหรอก เหมือนผิวน่ะแหละ....ดำมืดหมดเลย...พอเริ่มสอบกลางภาคและกลางปี...เริ่มเห็นเลยว่า...บางวิชา แกTopไปแล้ว....ยิ่งภาอังกฤษ นี่ พี่แกแปลให้เพื่อนฟังเลยว่าครูฝรั่งเค้าพูดถึงเรื่องอะไรมั่ง....เสร็จแล้วพี่แกก็เริ่มเบื่อ..แล้วก็คิดว่า อารายฟะเรื่องแค่นี่ก็ไม่รู้เรื่อง???.....เวลาว่างพี่แกก็วิ่งแจ้นเข้าห้องโยฯ จนเพื่อนเรียกว่าคุณโยเย....ไปแอบดูเวลาซ้อมโยฯ...พี่แกค่อนข้างเอาเป็นเอาตายอยู่คนเดียว...พี่ที่มาติวเตอร์ให้เสร็จปุ๊บ...หนูมะชิก็ลุยเลย...เวลาว่างเมื่อไร วิ่งเข่าห้องโยตลอด..จนเพื่อน ๆ เริ่มเอือมกับพฤติกรรมแปลก ๆ ...อย่าเพิ่งถามอีกนะครับว่าเขียนอารายฟะ...ใกล้แล้ว...หนูมะชิ..ทำพฤติกรรมแบบนี้อย่างสม่ำเสมอ...พูดถึงตอนเรียนมั่ง...หากเรียนรู้เรื่องแล้วพี่แกก็เริ่มออกอาการเซ็งประมาณว่าแกเรียนรู้เร็วอ่ะ...แล้วก็ค่อนข้างติดนิสัยที่ถูกฝึกมาว่า ไม่เข้าใจให้ถาม...หนูมะชิแกถามแหลกเลย...พอตอบไม่ตรงแกก็จะถามต่อไปอีกว่าเออ..แบบว่าที่หนูอ่านมา...เสิร์ชมา..มันเป็นแบบนี้ แบบนั้น อ่ะ...เอาละซี...ครูคนไหนสอนแล้วไม่เตรียมตัวมา..หลุดตลอด..บางคนเจอถามบ่อย ๆ เข้า(ถามหาความจริงอ่ะ..)ออกทะเลก็มี...
อยู่มาวันนึง ครูที่สนิทกันก็บอกว่าช่วยดูเด็กคนนี้ให้หน่อยนะ เพราะบางทีเวลาพูดไม่ค่อยมีหางเสียง(เราเลยงง ว่าจะเอาหางแบบไหน??)ก็ค่อย ๆ ตะล่อมชวนคุย ชวนพูดเรื่องที่เค้าอยากรู้และสนใจ...ดันอยากรู้ซะทุกเรื่องตั้งแต่ไม้จิ้มแข้วยันเรือดำน้ำเลย...เอาละซี..ชักมัน ๆ ....เลยคุยกันทุกเย็นหลังเลิกเรียนเพราะเราก็พวก 6 สลึง เกินบาทเหมือนกันนี่หว่า...ทุกวันนี้เลยคุยกันได้ทุกเรื่องแล้วก็หาเรื่องใหม่ ๆ มาคุนกันอย่างหนุกหนาน เช่น หนูมะชิถามว่า....ทำไมเด็กไทยเราบางคน ต้องรอให้ครูสอนก่อนถึงจะค่อยทำควมเข้าใจในเนื้อหา??เราก็คิดว่า ทุกวันนี้มันก็น่าจะเป็นอย่างงี้นี่นา??...เลยถามย้อนกลับแบบ Backward Design ซะเรย..ว่าแล้วหนูทำยังไงล่ะ...เค้าตอบว่า..ไม่เห็นยากเลย..เนื้อหาก็มีในจุดประสงค์แล้ว...หนังสือก็มี...อ่านมาก่อนก็ได้..อันไหนไม่รู้เรื่องกลองSearch ดู หากไม่ได้จริง ๆ ก็ค่อยมาถามอีกที...เออ..คุณหนูกายสิทธิ์....แล้วก็วันใดเจอกันก็จะมีคำว่า ทำไม.....???ๆๆๆ หลาย ๆ คำถาม ฟังจนชินแล้วเราก็เริ่มแข่งขันหาข้อมูลมาตอบ พอตอบได้ก็ชักสนุก...เออเราก็มีความรูครอบจักรวาลเหมือนกันนี่หว่า...บางวันไม่มีอะไรทำก็มาเล่าเรื่องที่แกสนใจให้ฟังเช่น เรื่องของวาทยากร บัณฑิต อึ้งรังษี....ว่าเค้าเป้นมายังไงถึงประสบความสำเร็จ...โห...รู้ดียังกะครูท่านให้ไปทำรายงานมาเลย..ถามว่าทำไมรู้มากจัง เค้าบอกว่าถูกฝึกมายังงี้อ่ะ...มันเลยชิน..ขอบคุณรัฐบาลเยอรมันด้วยนะครับที่ฝึกลูกหลานไทยให้มีอาวุธทางปัญญาเพิ่มอีก 1 คน...
แล้วก็มาถึงสอบปลายภาค...พี่แกทำได้ก็ทำ..ทำไม่ได้ก็ออกมาหานั่งอ่านวิชาอื่นแบบทบทวนเล็ก ๆ น้อย ๆ ...ผลสอบปลายปีออกมา หนูมะชิ มะชิ ได้ 4.00 ความจริงที่น่าเป็นแบบอย่างของเด็กหลาย ๆ คนคือไคลแม็กซ์เรื่องนี้เห็นอย่างชัดเจนได้แก่ 1. หนูมะชิไม่เรียนกวดวิชาหรือเรียนพิเศษเลย 2. ใช้เวลาว่างคุ้มค่ามาก ว่างเป็นเข้าห้องโยฯ...เค้าบอกว่า...ที่โน่นฝึกให้ใช้เวลาว่างอย่างคุ่มค่า..แล้วแกก็เลือกดนตรีเพราะไม่ต้องมานั่งเกร็งให้เครียด... 3. ไม่รู้ก็ถาม..เหมือนเด็กฝรั่งที่เห็นบ่อย ๆ เลย...ไม่มีอาย..แกบอกว่าทำไมต้องอายในเมื่อไม่ได้ทำอะไรผิด...ที่น่าอายมากกว่านี้เช่น...ทำผิดกฎหมาย / ขี่มอไซต์ย้อนศร / นั่งซ้อมสาม / ไม่สวมหมวกนิรภัย / หนีเที่ยวกลางคืน / กลับบ้านค่ำมืดรอแฟน / โดดรั้วโรงเรียนหนีต่อหน้าผู้คน..อีกเยอะแยะ..น่าจะอายกลับไม่อาย...ฟังแล้วเป็นไงครับ..วิธีคิดนี่มันสำคัญจริง ๆ นะครับ...อ่านจบแล้วคิดว่าผมโชคดีหรือเปล่าเนี่ย???(ประมาณว่า 28 คน เป็นเด็กgeek 28 คนอ่ะนะ...รวมครูที่ปรึกษาด้วย...โคตรgeekเเลยมั้ง???)
ยังมีอีกนะครับ..แล้วจะเอาเรื่องเด็กในที่ปรึกษาแต่ละคนมาเล่าให้อ่านกัน...ใครมีเด็กเก่งกว่านี้ไม่ต้องอ่านครับ..แต่ใครที่ต้องการวิธีคิดอ่านแล้วอยากรู้ว่าเด็กเหล่านี้เค้าทำแบบนั้นได้ยังไงต้องตามอ่านต่อหลายตอนจบเลยครับ..ห้องของผมมี 28 คน 28 สไตล์ครับ...ขอบคุณพ่อ - แม่ เด็กเหล่านี้ที่เลี้ยงลูกได้บรรเจิด....มีเรื่องให้น่าศึกษาติดตาม...เออ...ลืมบอกไปนิดนึง....พอเปิดเทอม 1 / 2552 โรงเรียนเค้ามีการมอบใบประกาศให้นักเรียนที่มีผลกาเรียนติด Top - Ten ของแต่ละระดับชั้น...กลายเป็นว่าหนูมะชิและเด็กห้องพ้มดันเรียนอีท่าไหนไม่รู้ติดไป 6 คน ....ทั้งสายชั้น (14ห้อง) เออ สะใจดีจัง ห้องผมมีตัวแสบอยะมาก..(ไม่ใช่เป็นพริกหรือหมามุ่ยนะครับ..*-แล้วจะเขียนให้อ่าน...)เพราะครูหลายท่าน ทั้งบ่น ทั้ง....ว่าหากไม่ตั้งใจเรียนละก็ไม่มีทางได้เกรดดีแน่นอน...(นึกในใจว่าเรียนเอาเกรดดี ๆ ไปแล้วไม่มีทักษะชีวิต..เอาตัวรอดไม่ได้..สอบได้ที่ 1 ของโรงเรียนแล้วไปประชดชีวิตฆ่าตัวตายเพราะไม่สมหวังในการเอ็นทรานซ์...แบบนี้ไม่เอาดีก่า...บาย..)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น