บล็อกนี้เสมือน Hard Drive สำหรับเก็บข้อมูลที่ข้าพเจ้าเดินทางผ่านมาตั้งแต่ที่นึกได้ว่าอยากจะจำแล้วหาที่เก็บเป็นเรื่องเป็นราว เพื่อเล่าสู่กันอ่านประมาณว่า"เป็นเรื่องเล่าของข้าน้อย"ละกันส่วนใหญ่คงวนเวียนอยู่ในวงการการศึกษาแล้วก็ที่ทำงานน่ะแหละ...แล้วจะมาเขียนบอกต่อก็แล้วกันครับกระพ้ม...BYE
ท่านคิดว่าครูที่ได้ คศ.3ขึ้นไปในภาพรวม จะอุทิศตนในการปฏิบัติหน้าที่สมกับเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพียงใด?
วันพฤหัสบดีที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๐
โอเน็ต : โอ้ละหนอ
http://www.admissionpremium.com/news/2396
จากการสอบโอเน็ต ปีการศึกษา 2559 ที่ผ่านมา....ทำเอาผู้บริหารโรงเรียนต่างๆ ในประเทศไทยทั้งประถมและมัธยม...ทั้งโรงเรียนขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ และขนาดใหญ่พิเศษ...ต่างร้อนๆหนาวๆ..ไปตามๆกัน....ดูไปดูมาเหมือนกับการดูหนังซ้ำต่างปีต่างผู้สร้าง..แต่บทสรุปตอนจบก็เป็นเหมือนทุกภาคที่ผ่านๆ....มา...การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) ชี้ว่า ปี 2559 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีคะแนนสอบวิชาพื้นฐาน 5 สาระวิชา เฉลี่ยต่ำกว่า 50 คะแนน
วันนี้ (27 มี.ค.2560) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภาพรวมการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) ระดับชั้นมัธยมศึกษา ปีการศึกษา 2559 มีค่าคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าผลสอบปีการศึกษา 2558 จำนวน 3 วิชา คือ ภาษาไทย สังคมศึกษาฯ และภาษาอังกฤษ แต่การวิเคราะห์ค่าสถิติพื้นฐานของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ซึ่งจำแนกตามสังกัด ขนาดโรงเรียน ที่ตั้ง ภูมิภาค และรายสาระการเรียนรู้ในแต่ละรายวิชา พบว่า ผลคะแนนโอเน็ตชั้น ม.3 วิชาภาษาไทย มีผู้เข้าสอบ 637,491 คน คะแนนเฉลี่ยทั่วประเทศ 46.36, วิชาสังคมศึกษาฯ ผู้เข้าสอบ 637,245 คน คะแนนเฉลี่ย 49.00, วิชาภาษาอังกฤษ ผู้เข้าสอบ 637,406 คน คะแนนเฉลี่ย 31.80, วิชาคณิตศาสตร์ ผู้เข้าสอบ 637,256 คน คะแนนเฉลี่ย 29.31, วิชาวิทยาศาสตร์ ผู้เข้าสอบ 637,047 คน คะแนนเฉลี่ย 34.99 ซึ่งทุกวิชามีค่าเฉลี่ยต่ำกว่าครึ่ง......หากถามว่าแล้วการศึกษาไทยจะไปทิศทางใด...ถ้าเปิดใจรับความจริงน่าจะบอกได้ว่า....ไม่รู้จะไปทางไหน..เพราะเราติดกระดุมเม็ดแรกผิด.....ไอ้ที่เหลือก็ผิดหมดเลยน่ะแหละ...ไม่ต้องถามว่าเออ...แล้วคุณที่เขียนจะแก้ยังไง...ก็บอกว่าแก้ไม่ได้หรอกครับ...แต่ช่วยบรรเทาได้บ้าง....เพราะขนาดด็อกเตอร์เดินกันเต็ม สพฐ. ยังแก้ไม่ได้เลย..คนเขียนแค่จบ ป.ตรี จะเอาปัญญาไหนไปแก้...กระทรวงศึกษาธิการเราเคยมีปราชญ์บางท่านกล่าวไว้ว่า...ไม่มีจุดยืนที่ชัดเจนในการพัฒนาการศึกษา....เออ...แล้วจะเอาจุดไหนมายืน...ในเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลทีก็เปลี่ยนรัฐมนตรีที....บางรัฐบาล รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาเปลี่ยนทุก 3 เดือน 6 เดือน ไม่ครบปีเลย..แล้วผู้ปฏิบัติอย่างเราๆ ท่านๆ จะไปทิศทางใด....นาวาลำนี้เปลี่ยนไต้ก๋งเป็นว่าเล่น...แล้วจะเล่นไปสู่จุดหมายที่ตั้งไว้ได้เช่นไร...มันเป็นเรื่องเก่า..เดิมๆ...ซ้ำซาก....ถ้าตั้งเกณฑ์แล้วมันดี..ทุกคน...รับได้ว่าเป็นประโยชน์แก่ชาติบ้านเมืองแล้วไซร้ ก็อย่าไปแก้อะไรอีกเลยในช่วงเวลา 10-20 ปี ข้างหน้า.....ตัวอย่างเช่น.....ครูที่สอบบรรจุเข้ามาได้...เอาให้ชัด จะมีใบประกอบอาชีพ หรือจะไม่มี....จะให้สอบวิชาอะไรบ้าง...หากมาโยนหินถามทาง...เราก็เป็นอย่างที่เห็นนี่แหละ....ตอนนี้ได้ข่าวว่าสอบครูแบบไม่มีใบประกอบวิชาชีพในสาขาขาดแคลน....หากพักกินน้ำกินท่าตรงจุดนี้แล้วมามองอีกมุมหนึ่งในการจัดการศึกษาบ้านราบ้าง....พบว่า.....โรงเรียนที่เป้็นระดับแม่เหล็ก...หรือโรงเรียนมาตรฐานสากลของจริง..ย้ำว่าของจริง....ไปดูผลสรุปโอ-เน็ตแล้ว สูงกว่าระกับประเทศแทบทุกโรงเรียนเลย..ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนที่เปิดมาแล้วร้อยกว่าปี...หรือโรงเรียนที่เพิ่งเปิดมาได้ไม่กี่สิบปี....ขึ้นทั้งนั้น..ทีนี้มาแยกประเด็นของคะแนนที่ขึ้นบ้างมามีวิธีการอย่างไร....ความจริงที่น่าเศร้าคือ....หลายโรงเรียนติว O-NET จ้างติวเตอร์มาหลายบาทเป็นแสนอัพเลย...ย้ำว่าเป็นเรื่องจริง.....แล้วบางโรงเรียนก็ไม่ต้องสอนมันหละวิชาสุข-พละ, ศิลปะ, การงานอาชีพ, แม้แต่นโยบายลดเวลาเรียน-เพิ่มเวลารู้ของท่าน รมต.ท่านเดิม...โรงเรียนก็จะซิกแซก...หาเวลามาติวตามแต่กำลังทรัพย์..กำลังกาย กำลังใจ....ถ้าวิชาไหนสอบแล้ว O-NET ขึ้น ก็อาจโชคดีมีแถมขั้นขึ้นให้....หรือมีโบนัสให้มวดวิชานั้นๆ ไป.....ตกลงว่า การที่ สทศ.ดำเนินการมาจนถึงทุกวันนี้มันถูกต้องดีแล้ว หรือว่าผิดพลาด หรือว่าเป็นอย่างอื่นที่เราไม่ทราบจริงๆ.....จนบางกระแสว่าจะมีข่าวยกเลิกการสอบไปเลยแล้วยุบ สทศ. เห็นมั้ยล่ะครับว่ามันวนลูปไปเรื่องๆ เป็นงูกินหาง....แล้วโรงเรียนไหนที่ได้คะแนนสูง ผอ.ก็หน้าบาน ขั้นก็ขึ้น....ย้ายไปโรงเรียนใหญ่ขึ้น...ดีขึ้น...แล้ว ผอ.โรงเรียนที่คะแนน O-NET ต่ำกว่ามาตรฐานของประเทศและจังหวัด...เอาไงล่ะทีนี้....โชคดีก็โดนแซวจากเพื่อนร่วมงาน..โชคร้ายก็โดเด้งเซ่นสังเวยกันไป...นี่หรือการศึกษาไทย....แล้วก็มีข่าวบางโรงเรียนไม่ให้ความสำคัญกับการสอบ O-NET แต่มีความสุขตามศาสตร์พระราชา....น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพืียงมาดำเนินชีวิต...O-NET ต่ำทุกรายวิชา...แต่กลับกัน นักเรีนยมีความสุข...ในการใช้ชีวิต....ไม่ต้องเครียด....มีอาชีพติดตัวตั้งแต่ยังไม่จบจากโรงเรียน....แล้วอย่างนี้...การศึกษาไทยต้องการให้ไปในรูปแบบใด....พักกินน้ำรอบสอง...มาต่อกันที่โรงเรียนมาตรฐานสากล....ที่มาตรฐานจริงๆ...การได้มาซึ่งครูที่จะเข้ามาสอนในโรงเรียน.....ทราบมาว่าบางโรงเรียนพอรู้ว่าใครจะย้ายมาโรงเรียนี้..เค้าจะเชิญครูที่ได้ย้ายมานั่งสัมภาษณ์กันก่อนเลยว่า...มาโรงเรียนนี้แล้ว....3 ปี 5 ปี จะทำอะไรให้โรงเรียน จะพัฒนาเด็กอย่างไร...เป้าหมายไปถึงไหน....มันชัดเจนมากเลย...แล้วจับเซ็น MOU....ถ้าครบกำหนดไม่ได้ตามที่เขียนไว้...บางโรงเรียนก็ส่งกลับ..บางโรงเรียนก็พิจารณาเรื่องขั้น....เข้าท่าดี...แต่หลายโรงเรียนไม่กล้าทำแบบนี้...เพราะบางครั้งก็เจอครูที่ย้ายมาแบบลูกท่าน หลานเธอ...ญาติผู้ใหญ่...รายการคุณขอมา....ถ้าขัดใจ...ผอ..ก็เตรียมเด้งฟ้าผ่า....กลายเป็นว่า ซวยจากการย้ายครูไปเสียได้....
แต่หากมองลึกๆ ลงไปในก้นบึ้งของหัวใจของการศึกษาเลย...อันนี้ผู้เขียนคิดไปเองครับ....ครูน่ะแหละสำคัญที่สุด....อย่าเพิ่งเข้าใจผิดครับว่าอะรๆๆ ก็ครู...ในที่นี้หมายถึง...ครูต้องน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้อย่างจริงจังติดแน่นทนนาและยั่งยืน อย่าตามกระแส..เคยเห็นครูบางท่านประพฤติดปฏิบัติตนตามแนวทางหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง...แต่ท่านบอกว่า....ก่อนหน้าที่จะใช้ชีวิตแบบนี้ก็ไม่รู้มาก่อนว่าเข้าหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียวของพระองค์ท่าน....ก็ทำมาตั้งแต่แต่งงานจนบัดนี้ท่านเกษียณไป 2 ปีแล้ว....สิ่งที่เห็นคือ...ท่านใช้หลัก 3 ห่วง 2 เงื่อนไข....4 มิติ...โดยเป้นธรรมชาติของชีวิตเลย เช่น การดำเนินชีวิต....ท่านมีภูมิคุ้มกันในการใช้ชีวิต การใช้จ่าย เพราะท่านบอกว่า...ตอนเป็นวัยรุ่น อยู่โรงเรียนบ้านนอกต่างอำเภอ...ก็ กิน เต้น เล่น เที่ยว...ตามประสาครูหนุ่มบรรจุให่มไฟแรง.....พอมีครอบครัวก็เริ่มคิด เริ่มเปลี่ยนวิถีชีวิต....จนเป็นคนเลิกกิน เลิกดื่ม เลิกเที่ยวไปเอง ....ท่านบอกว่า ลองคิดดูเล่นๆ...เบียร์ คิดซะว่า 3 ขวดร้อย...บุหรี่...วันละ 50 บาท พอ...30 วันเป็นกี่บาท....ปีนึงเป็นเท่าไร...ก็แค่ค่าเบียร์ 100*365 = 36,500 บาท ค่าบุหรี่ 50*365 = 18,250 รวม ทั้งสิ้น 54,750 บาท/ปี...แล้วท่านก็บอกต่อไปว่า ถ้าลูกเข้า ป.1 จนถึง ม.6 รวม 12 ปี จะเป็นเงินเท่าไร ก็ = 54,750*12 = 657,000 บาท (หกแสนห้าหมื่นเจ็ดพันบาทถ้วน) ตอนนี้คนที่เล่าให้ฟังเริ่มยิ้มที่มุมปากแล้วพูดต่อไปว่า...ถ้าครูเราแต่งงานแล้วมีลูก ถ้าเลิกสิ่งเหล้านี้ได้...จะมีเงินเป็นให้ลูกเรียนมหาวิทยาลัย ดี เด่น ดัง หรือ เอกชนได้สบายๆ เลย....จบแน่นอน ถึงจะเรียน 5-6 ปี ก็มีเงินจ่ายแน่นอน...เพราะเราจะมีเงินในอนาคตอี 4 ปี ที่เรียนอุมศึกษา ที่ยังไม่คิด=54,570*4= 218,280 บาท ไม่ต้องไปกู้สหกรณ์ใดๆ เลย...ฟังแล้ว...ได้คิดเลยว่า...ถ้าเราคิดนอกกรอบได้แบบนี้ คุณภาพชีวิตครูก็ OK น่ี่หว่า......เออใช่...พี่เค้าใช้ชีวิตแบบมีภูมิคุ้มกันจริงๆเลย....มีเหตุผล ก็บอกว่า...จะซื้อ จะทำอะไร ..ให้ถามตั้วเองว่า....ซื้อไปเพื่อ????......ทำไปเพื่อ????.....ถามแล้วตอบได้บนพื้นฐานเหตุและผล..ก็ OK อีกแล้ว....และมีความพอประมาณ...เห็นของใช้ที่ท่านมีก็กลางๆ...บ้านก็ 2-3 ล้าน....ปกติ...รถก็ 1-2 ล้าน ก็ปกติ....เงินเดือนรับเต็มทุกสิ้นเดืิอน...หักตามปกติของหน่วยงานทั่วไป...เงินเดือนก็ตันที่ ขั้น คศ4(3) ...ทีนี้เข้าใจเลยว่าทำไมท่านถึงบอกเป็นนัยๆ ว่า....เหนื่อยก็พัก...หนักก็วาง....ถ้าอ่านแล้วถามว่า ไอ้ที่เขียนเกี่ยวกับ O-NET ยังไงฟะ...ก็นี่ไง..พอครูคนนึง...ไม่ต้องดิ้นรนเรื่องปากท้อง...ไม่ต้องขายสินค้าหารายได้..มันก็มีเวลา...สมองและสองมือท่ีจะคิดหาเทคนิควิธีการที่จะใช้สอนและจัดทำสื่อนวัตกรรมเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนได้จริงๆ ไงล่ะ....ถึงบางอ้อเลยครับ....ท่านบอกว่า ครูเราถ้า สอนดี..มีสื่อการสอนที่ดี...และมีข้อสอบที่วัดได้ตรงตามตัวชี้วัดจริงๆ...รับรองว่าผลออกมาดีแน่นอน..ยิ่งถ้าได้ตัวป้อนแบบนักเรียนโครงการพิเศษด้วยแล้ว..จุดพลุเลย....ณ เวลานี้ น่าจะเหมาเอาเองว่า....ครูน่ะ เป็นหัวใจในการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเลยก็ว่าได้....ส่วนตัวแปรต่างๆ นั้น ก็ค่อยๆ หาทางแห้ไขกันไป..ขอให้ครูมีหัวใจของครูที่แท้จริง...O-NET มันขึ้นแน่นอน...และนักเรียนก็จะมีความสุขแบบร่วมด้วยช่วยกัน....อย่างยั่งยืน...ท่านบอกว่า แต่ละโรงเรียนน่าจะมีครูที่เป็นนักเจรจา...หรือพวกที่พูดแล้วนักเรียนฟัง...หรือเป็นครูที่เป็น IDOLของนักเรียนมาพูดมาบอกว่าทำไมลูกๆ ถึงต้องสอบ ต้องติว O-NET ทำไปเพื่อ?????......ถ้าเด็กๆ...รู้เข้าใจถึงวัตถุประสงค์และเป้าหมายจากปากของคนที่เค้าเคารพและเชื่อฟัง...เด็กเหล่านั้นก็พร้อมที่จะก้าวเดินตามแน่นอน...ต่อให้เป็นเด็กที่ครูบางท่านว่าหน้าโง่แค่ไหน...ถ้าใจมา...เค้าก็จะพํัฒนาตนเองได้ในที่สุด....อามิตตาพุทธ....
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น